ตำนานอีโบ๊ะเมืองอุทัย ปืนไทยประดิษฐ์ที่ได้รับความนิยมมากในอดีต

เรื่องราวอันเปรียบเสมือนตำนานของนักทำปืนเถื่อนฝีมือดี ที่อุทัยธานี เขตรอยต่อนครสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นย่านบางกุ้ง สะพานหิน หาดทะนง หรือบ้านอีเติ่ง ถูกปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ทางการนำกำลังทั้งทางบและอากาศ เข้าปิดล้อมและปราบหนักเมื่อปี 2528

ปืนผิดกฎหมายฝีมือไทยทำ ที่เรียกกันว่า “ปืนเถื่อน” “ปืนไทยประดิษฐ์” หรือ “โค้ลท์ ตราควาย” ล้วนเคยเป็นสินค้าตลาดมืด ที่ได้รับความนิยมอย่างอุ่นหนา ภายใต้จุดเด่นข้อดี อย่างน้อย 2 ข้อ

ข้อแรก หลังจากใช้ยิงเป้าหมายแล้ว ไม่ต้องรีรอ หรือเสียดายปืน สามารถโยนทิ้งหรือทำลายได้ทันที เพื่อจะได้ไม่มีหลักฐานสาวโยงไปถึงตัวผู้ลั่นไก

อีกข้อ อยู่ที่สนนราคาอันย่อมเยา สามารถเลือกซื้อหาไปใช้เฝ้าไร่ เฝ้านา บ่อปลา บ่อกุ้ง หรือใช้เหน็บเอวเดินจีบสาวตามงานวัดก็ได้ ในราคาไม่เกินเอื้อม มีตั้งแต่กระบอกละ 300-3,000 บาท แล้วแต่กลไกและคุณภาพปืน

เล่ากันว่า ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกวิชาทำปืนเถื่อนอุทัยธานี จนกลายเป็นตำนานอันลือลั่น หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง ในเขตอำเภอเมือง อุทัยธานี ชื่อ ปราชญ์ ขำอ่อน

เนื่องจากสมัยก่อน ผืนป่าใน จ.อุทัยธานี มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีสัตว์ป่าชุกชุม ชาวบ้านจึงมีความคิดที่จะผลิตอาวุธปืนขึ้น เพื่อใช้ล่าสัตว์มาเป็นอาหาร แต่สมัยนั้นผู้ที่จะมีอาวุธปืนได้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ผู้ใหญ่ปราชญ์ กับลูกบ้านซึ่งพอมีฝีไม้ลายมือทางช่างอยู่บ้าง จึงรวมกลุ่มกันใช้ความสามารถที่มี ดัดแปลงผลิตปืนยาวยุคแรก แบบใช้แก๊ป หรือที่เรียกกันว่า ปืนแก๊ป เพื่อใช้ล่าสัตว์ ขึ้นมาก่อน

หลังจากนั้นได้ดัดแปลงพัฒนาเรื่อยมา จนกลายมาเป็นปืนสั้นแบบยิงนัดเดียว สามารถพกพาได้ หรือที่นักนิยมปืนเถื่อน มักเรียกกันว่า“ลูกซองสั้น หักลำ” หรือ “อีโบ๊ะ” ซึ่งนิยมนำไปใช้กับกระสุนของปืนลูกซองยาว ขนาด เบอร์ 12 หรือเบอร์ 20

นนราคาของ “อีโบ๊ะ” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ซื้อหากันได้ในราคาไม่เกินกระบอกละ 300-500 บาท

แต่เนื่องจากปืนประเภทนี้ สามารถยิงได้เพียงครั้งละ 1 นัด จะยิงนัดใหม่ ต้องหักลำกล้อง เพื่อนำปลอกกระสุนนัดเก่าออกก่อน จึงจะบรรจุลูกใหม่ได้ ซึ่งในยามภาวะคับขัน ขั้นตอนอันเชื่องช้านี้ อาจไม่ทันการณ์

แม้จะมีข้อดีตรงที่ราคาถูก แต่ด้วยข้อด้อยดังว่า ทำให้ “อีโบ๊ะ” ยังไม่เป็น ปืนเถื่อนที่ได้รับความนิยมมากนัก

กระทั่งต่อมาผู้ใหญ่ปราชญ์ ประสบความสำเร็จในการดัดแปลงผลิตปืนสั้นชนิด แมกกาซีน ซึ่งใช้กับซองบรรจุกระสุน (แมกกาซีน) สามารถบรรจุกระสุนได้คราวละหลายนัดและสามารถใช้ยิงได้ต่อเนื่อง มีทั้งกระสุนขนาดหน้าตัด 9 มม. และ 11 มม.

ปรากฏว่า ปืนเถื่อนประเภทนี้ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และรวดเร็ว นอกจากยอดขายจะพุ่งกระฉูด ยังเริ่มมีผู้ไปขอรับการฝึกฝนผลิตปืนชนิดนี้กับผู้ใหญ่ปราชญ์เป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นมีประยูร วรเวท หรือ “ช่างยูร” อดีตนักทำปืนเถื่อนชื่อดัง บิดาของ ประหยัด วรเวท หรือ “ช่างหรั่ง” ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นช่างหนุ่มไฟแรง ผู้หันหลังให้กับงานผลิตปืนเถื่อน นำผลิตภัณฑ์หลายชนิดผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพดี ออกวางขายทั้งตลาดในและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ “RANG” สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย

“ที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งหัดทำปืนเถื่อนกันสมัยนั้น เป็นเพราะไม่มีอาชีพและรายได้ โดยมากใช้วิธีไปงุบงิบหาซื้อเหล็กมาจากร้านที่รู้กัน ในตลาด ตัวเมืองอุทัยฯ ใช้เหล็กเส้นมากลึงทำเป็นลำกล้อง ใช้เหล็กหนาหุนครึ่งทำโครงปืนกับกลไก วาดแบบโครงปืนขึ้นมาก่อน แล้วเลื่อยตะไบ ใช้สว่านมือเจาะเหล็กให้เป็นรูยึดนอต เวลาจะเลื่อยเหล็กที ต้องใช้ผ้ารอง ไม่ให้เสียงดัง กลางค่ำกลางคืนต้องใช้แสงจากตะเกียงเจ้าพายุ”

“ช่างหรั่ง” วัย 40 ในวันนี้…อดีตเด็กดูต้นทางตำรวจให้พ่อ และเป็นลูกมือให้ด้วยในบางเวลา ย้อนเล่าประสบการณ์ระทึกของเขาอย่างออกรส

“สมัยพ่อผมกับผู้ใหญ่ปราชญ์ เขามักไปทำปืนเถื่อนกันแถวตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองอุทัยฯ เวลาตำรวจไปกวาดล้างกันที ก็จะหนีเข้าป่าดงดิบแถวบ้านอีเติ่ง อำเภอพยุหะคีรี นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อจังหวัด ไม่งั้น ก็ต้องว่ายน้ำเจ้าพระยา หนีข้ามฟากไปขึ้นฝั่งที่อำเภอมโนรมย์ ชัยนาทโน่น บางทีต้องโยนเครื่องมือลงน้ำ แล้วโดดหนีตำรวจลงไปดำกบดานอยู่ใต้ขี้โคลนในหนอง” ช่างหรั่งเล่า พลางโรยยิ้มบนใบหน้าให้กับอดีตของเขา

แต่เขาว่า สิ่งที่เล่ามา วันนี้ได้กลายเป็นตำนาน ซึ่งกำลังถูกแทนที่ด้วยประดิษฐกรรมใหม่ ที่อาศัยภูมิปัญญาในเรื่องเหล็กกล้าและกลไกลปืน ตกทอดจากบรรพบุรุษ ดัดแปลงไปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มีดพับ กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ หัวเข็มขัด ดาบซามูไร ที่ห่อผลไม้ กรรไกรตอนกิ่ง

หรือแม้แต่ ที่จับงู (อุปกรณ์สำหรับใช้จับงูที่เลื้อยเข้าบ้าน นำไปปล่อย หรือใช้หยิบจับสารพิษนำไปทิ้งก็ได้) สินค้ามาแรง ซึ่งกำลังสร้างชื่อเสียงให้แก่ช่างหรั่ง ทั้งตลาดในและต่างประเทศ จนผลิตขายแทบไม่ทัน

“เวลานี้แค่ผมตั้งหน้าผลิตของส่งให้ลูกค้าอย่างเดียว ก็แทบไม่ทันออเดอร์ แต่ผมทราบมาว่า มีลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นตัวแทนของผม เขาสั่งซื้อกรรไกรด้ามยาวใช้จับงูไปเดือนละประมาณ 200 ชิ้น นอกจากจะเอาไปส่งขายให้บางหน่วยราชการและมูลนิธิกู้ภัย เขายังเปิดขายทางเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตด้วย ทำให้มีลูกค้าจากต่างประเทศ ไปติดต่อขอซื้อที่จับงู ผ่านตัวแทนรายนี้เป็นจำนวนมาก”

“หรั่ง” บอกว่า เมื่อปี 2545 ช่วงที่เขานำสินค้าไปออกบูธงานโอทอป ก็มีชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ติดต่อผ่านล่าม ต้องการจ้างให้เขาไปสอนวิธีผลิตที่ห่อผลไม้ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง และที่จับงู โดยเสนอค่าตอบแทนให้หลายแสนบาท

แต่เขาปฏิเสธ เพราะเห็นว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ เป็นผลผลิตที่เกิดจากการสั่งสมมรดกทางภูมิปัญญาของคนไทย ถูกพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นของดี ที่สาธารณชนให้การยอมรับ เขาจึงไม่ต้องการให้หลุดไปอยู่ในมือต่างชาติ

“ผมอยากอนุรักษ์ไว้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะทางภูมิปัญญาของคนไทย”

ช่างหรั่งมองว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 นั้น ในแง่คุณภาพสินค้าที่เขาผลิต มีความมั่นใจเต็มร้อยว่า สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกัน ในระดับสากลได้ ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะสินค้าจากจีน คุณภาพของเราดีกว่าเยอะ
แต่จะมีปัญหาก็แค่ 2 เรื่องเท่านั้น คือ ต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาแพงขึ้น กับ แรงงานช่าง

“เมื่อก่อนเราเคยมีทีมช่างอยู่ 40 กว่าคน เดี๋ยวนี้คนเหล่านั้นเริ่มมีอายุ สายตามองไม่ค่อยเห็น จึงเลิกทำ อีกส่วนเป็นลูกน้องเก่า ที่เคยร่วมงานกันมาออกไปเปิดกิจการเป็นของตัวเอง ทำให้เวลานี้ผมเหลือทีมงานในสังกัดประมาณ20คน”

เขาว่า งานพวกนี้มีขั้นตอนยุ่งยาก ตรงที่ต้องนำเหล็กแผ่นมาวาดขึ้นรูปตามแบบ แล้วตะไบหั่นเหล็กด้วยงานมือ หรือถ้าจะทำในส่วนที่เป็นคมมีด ก็จะใช้เครื่องเจียรเหล็กเอา ซึ่งต้องอาศัยแรงงานผู้ชายที่ข้อมือแข็ง

ครั้นจะใช้เครื่องตัดเหล็ก ชนิดยิงด้วยแสงเลเซอร์ ก็มีราคาตัวละหลายแสนบาท ซึ่งเขาไม่อยากลงทุนสูง เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้เยอะ จึงทำเท่าที่พอทำไหว

จุดเด่นสินค้าของช่างหรั่ง นอกจากใช้เคล็ดลับภูมิปัญญา ซึ่งสั่งสมมาแต่เมื่อครั้งสมัยบรรพชนนักทำปืนเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นกลไกสปริงภายในอุปกรณ์ ซึ่งทำจาก “ลวดเป็น” (ลวดแข็งชนิดเด้งได้) ยังอยู่ที่การการันตีสินค้าหลังขาย

กล่าวคือ หากลูกค้าที่ซื้อสินค้า ซึ่งมีการประทับตราคำว่า “RANG” เอาไว้ ไม่ว่าจะซื้อจากตัวแทนจำหน่ายคนใด หรือที่ไหนก็ตาม หากอุปกรณ์เกิดการชำรุดเสียหาย เช่น ใช้งานตามปกติแล้ว เกิดการยู่ บิ่น หรือหักภายในเวลา 1-2 เดือน สามารถนำเปลี่ยนสินค้าตัวใหม่กับตัวแทนขายเหล่านั้นได้ทันที

ทุกวันนี้ลูกค้าของ “ช่างหรั่ง” จึงมีอยู่ในวงกว้างแทบจะทุกสาขาการเกษตร เช่น ชาวสวนปาล์ม สวนมะนาว สวนกระท้อน เกษตรกรปลูกไผ่หวานไปจนกระทั่งชาวต่างชาติ ต้องการสินค้าดี มีคุณภาพ ไปใช้จับงูหรือสารพิษ

“เทียบกับสมัยก่อน มักมีจุดเริ่มมาจากพวกไม่มีงาน แต่อยากมีรายได้ จึงไปยึดอาชีพทำปืนเถื่อนกัน ผิดกับสมัยนี้มีเด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งที่ไม่เรียนหนังสือและติดยา ผมเห็นแล้วอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชน ด้วยการดึงคนกลุ่มนี้ เข้ามาทำงานกับเรา นอกจากเขาจะได้มีวิชาติดตัว ยังมีรายได้สุจริต ไม่ต้องเป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม” ช่างหรั่งทิ้งท้าย


ที่มา : ปืนผาหน้าไม้ , คนจริงใจอุทัยซิตี้

error: